Make your own free website on Tripod.com












Infernal Affairs
2 คน 2 คม

นำแสดง เหลียงเฉาเหว่ย /หลิวเต๋อหัว/
เจิ้งจื่อเหว่ย/ หวงซิวเซิง/เจิ้งซิ่วเหวิน/ เฉินฮุ่ยหลิน/เฉินก้วนซี/หยูเหวินเล่อ

 

หลังจากร้างลาจากการดูหนังฮ่องกงมาหลายปี ก็ได้ฤกษ์กลับมาดูอีกครั้งหนึ่ง ช่วงหลายปีหลังนี้หนังฮ่องกงในบ้านเราซบเซาเอามากๆ อาจเป็นเพราะมีภาพยนตร์จาก ญี่ปุ่น เกาหลี เข้ามาเปิดตลาด รวมทั้งภาพยนตร์จาก Hollywood ที่นำเข้ามาฉาย ก็เป็นประเภทฟอร์มใหญ่ทั้งนั้น นอกจากนี้ในรอบหลายปีหลังนี้หนังฮ่องกงแทบจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ หนังจีนดังๆที่เพื่อนผู้หวังดีแนะนำให้ดู กลายเป็นผลงานกำกับของผู้กำกับไต้หวันบ้าง จีนแผ่นดินใหญ่บ้าง เรื่องของข่าวสารนั้นตั้งแต่นิตยสารข่าวบันเทิงจากทางฮ่องกง สองฉบับ คือ ทีวี วีดิโอ ไทมส์ และ โกล์ดสตาร์ ปิดตัวไป ประกอบกับภาระหน้าที่การงานที่รับผิดชอบอยู่ ก็ทำให้แทบจะไม่ได้อัพเดทข่าวคราวใหม่ๆ ข่าวที่พอจะได้รับทราบบ้างก็เป็นเนื่องในโอกาสที่มีหนังจีนขึ้นไปถึงเวทีการประกวดระดับนานาชาติ ตอน Croching Tiger Hidden Dragon เป็นที่รู้จักฉันก็ยังไม่มีโอกาสไปดู ( เรื่องนี้เพื่อนโฆษณาว่าเป็นหนังที่แตกต่างจากขนบธรรมเนียมหนังจีนแบบเดิมๆ...ช่างเถอะ ช่างอั้งลี่เถอะ ยังไม่ได้คิดถึงหนังเรื่องนั้น)

นอกจากเหตุผลทางการตลาด อันหมายถึง การคัดเลือกภาพยนตร์ที่อยากดูจริงๆ เพื่อไม่ให้เสียดายค่าดูอันแสนจะแพง โดยวิธีการฟังเขาบอกต่อ (เรียกว่ากลยุทธการตลาดแบบไทยมุง) หรือจะเป็นเพราะความคิดถึงบรรยากาศของหนัง Action ฮ่องกง ยังมีเหตุผลหลักอีกอันหนึ่งในการเลือกดูเรื่องนี้ก็คือ ...มีโทนี่ และ มีแอนดี้... แม้จะเป็นเหตุผลที่ฟังดูแล้วแสนจะไม่ได้ความ แต่ก็คงไม่ถึงกับโดนโห่ เชื่อว่าใครก็ตามที่เป็นแฟนหนังฮ่องกงมาตั้งแต่กลางๆยุค 80 จนถึง 90 (โดยเฉพาะสาวๆที่บัดนี้เริ่มแก่แล้ว) จะต้องมี หนึ่งในสอง หรืออาจจะทั้งสองคนนี้เป็นดาราในดวงใจอยู่บ้าง อย่างน้อยก็คงต้องจำ "ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ" ได้เรื่องหนึ่งล่ะ เรื่องนี้ทำเอาฉันโกรธคนส่งแก๊สอยู่ตั้งนาน โทษฐานขนส่งอาวุธทุ่มกบาล อาหัว ของฉัน (จำได้ว่าในงานเลี้ยงรุ่น มีเพื่อนไม่ต่ำกว่า 5 คนใส่กระโปรงจีบรอบยาวๆ และทำผมฟูๆเลียนแบบนางเอก ) หรือ"ทะลักจุดแตก" หนังบู๊ที่ทำลายสถิติการใช้กระสุนในฉากต่อสู้ของหนังฮ่องกงทุกเรื่อง ก็ดูโดยไม่ได้สนใจโจเหวินฟะเลย เอาใจช่วยแต่สายตำรวจหนุ่มตาเศร้า ผู้มีความฝันจะไปอยู่เกาะ ยังจำได้ดีถึงฉากทำแผลในเรือของเหลียงเฉาเหว่ย ในยุคนั้นแทบจะไม่พลาดหนังของ หลิวเต๋อหัวและเหลียงเฉาเหว่ย ที่เข้ามาฉายบ้านเรา จากวันนั้นถึงวันนี้สองเฮียยังคงโลดแล่นอยู่ในจอภาพยนตร์ แม้จะรับงานน้อยลง และตีนกาที่เพิ่มขึ้น ด้วยวัยสี่สิบกว่าๆ แต่เพราะฝีมือ และการสั่งสมประสบการณ์ยาวนาน เฮียก็ยังเป็นพระเอกได้ ก่อนหน้าจะได้ดูเรื่องนี้ ก็ได้ประทับใจกับโฆษณาแฝง (แชมพูและครีมนวดผม)ของเฮียเหลียงใน Hero มาแล้ว ยิ่งคิดถึงใหญ่ จึงบอกตัวเองว่าพลาดไม่ได้

หนังชุดนี้มีสามภาคมีเพียงแค่ภาคแรกเท่านั้นที่ได้ดูในโรงภาพยนตร์ ส่วนสองภาคหลังดูฉบับวีซีดีและดีวีดี เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่จัดได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ฮ่องกง ทั้งด้านรางวัลและรายได้ จึงมีคนพูดถึงกันค่อนข้างมาก ถ้า search ข้อมูล จะพบเป็นพันๆเว๊ป (อันนี้คงจะเว่อร์ไปนิ๊ด) ในด้านคำวิจารณ์แต่ละเสียงต่างพูดถึงความสุดยอดของทีมงาน ดารา พล๊อตเรื่องและบท รวมทั้งการถ่ายทำ ตัดต่อ เรียกว่ายอดเยี่ยมแทบจะทุกๆด้าน

ถ้าฉันเป็นคนเลือกตัวแสดงพออ่านบทของอาเหยินแล้ว ฉันคงนึกถึงเหลียงเฉาเหว่ยคนเดียวเท่านั้น บทแบบนี้ส่งมาเถอะเฮียแกถนัดนัก ส่วนเฮียแอนดี้ถึงบทจะไม่เด่นเท่าแต่ก็ไม่ถึงกับเสียหาย ยังคงน่าจดจำไม่แพ้กัน เฮียแกก็ยอมรับว่าได้บทด้อยกว่า แต่แค่ได้ร่วมงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คุ้มแล้ว ดาราคนอื่นๆในเรื่องก็คัดมาแต่ระดับยอดฝีมือทั้งนั้น เจิ้งจื่อเหว่ย หวงซิวเซิง มีหลินเจียต้ง มารับบทเล็กๆที่มีความหมายมากกับเรื่อง แม้กระทั่งนางเอกที่มีบทเล็กๆน้อยๆทีมงานก็ไม่ได้ละเลยที่จะเลือกแซมมี่ (เจิ้งซิ่วเหวิน) กับ เคลลี่ (เฉินฮุ่ยหลิน) มารับบท (สงสัยจะดู Needing You กับ Tokyo Riders ) ฉันชอบบทผู้หญิงในเรื่องช่วยทำให้เรื่องมีโทนอบอุ่นขึ้น

หนังทั้งสามภาคนี้สำหรับฉันแล้วถือว่า ภาคหนึ่งเป็นภาคที่ดีที่สุด ความคมและกระชับของบทหนัง การดำเนินเรื่อง ฝีมือของนักแสดงนำ ทั้งหมดจัดว่าเยี่ยมและลงตัว แต่ถ้าเป็นความรู้สึกดีๆที่ได้จากการชม ฉันชอบภาค 3 มากกว่า สำหรับภาค 2 นั้น ขอสารภาพว่าดูแบบข้ามๆแทบจะไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรเลย และถ้าให้บอกตามความรู้สึกจริงๆ มีแค่ภาค 1 กับ 3 ก็พอ ภาค 2 ไม่ต้องทำก็ได้ (แต่ถ้าจะให้จริงใจกว่านั้นก็คือ ทำภาคเดียวพอไม่ต้องมีอีกหรอก)

ในภาคหนึ่งฉันได้ลุ้นกับทุกฉากของเรื่อง ยิ่งเห็นว่าสองตัวละครหลักต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่แค่ไหน ก็ยิ่งเศร้ากับชะตากรรมมากเท่านั้น อาเหยินมีทั้งเมียและลูกที่น่ารัก แต่ไม่มีโอกาสได้รับความสุข วันคืนผ่านไปกับการสวมบทคนเลว แม้กระทั่งในความฝันก็ยังแทบจะจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นตำรวจ ส่วนอาหมิงต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าความสุขความสำเร็จในชีวิตที่ได้รับ เป็นเพียงแค่ฝัน ไม่ว่าอยากแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันจะเป็นตำรวจโดยแท้จริงได้ ดูภาคหนึ่ง จบด้วยความรู้สึกดีๆว่าได้ดูหนังเยี่ยมๆอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ปนด้วยความรู้สึกหดหู่นิดๆชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีใครเลือกกำหนดชะตาชีวิตได้ บาปบุญคุณโทษ สุขทุกข์ อยู่ที่ใจทั้งนั้น

สำหรับภาคสามได้ดูอย่างมีความสุข แน่นอนว่าฉากน่ารักๆของโทนี่ กับ เคลลี่ ทำให้ยิ้มกว้างๆหลายครั้ง แต่มีความอบอุ่นอีกอย่างหนึ่งในเรื่อง คือสิ่งที่เรียกว่ามิตรภาพ ในภาคแรกเรามีความรู้สึกว่า เหยินใช้ชีวิตอย่างเดียวดาย คนที่รู้จักตัวตนจริงๆของเขามีไม่กี่คนและสุดท้ายก็ตายหมด แต่ในภาคสามนี้เราพบว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยว ยังมีเพื่อนอีกสองคนที่ไม่ยอมปล่อยให้การตายของเขาผ่านไป เพื่อนคนหนึ่งตายเพราะการล้างแค้นให้กับเขา และมีผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้สึกสูญเสียและจะระลึกถึงเขาตลอดไป ขอบอกก่อนว่าความซับซ้อนของเรื่องมีมากกว่าภาคแรกเยอะ ยิ่งคนสติปัญญาต้อยต่ำอย่างฉัน ยิ่งต้องดูตั้งหลายรอบถึงจะพอเข้าใจและซาบซึ้งกับความลุ่มลึกของบทหนังได้บ้าง และตั้งใจว่าต้องดูซ้ำอีกถ้ามีโอกาสเพราะยิ่งดูก็ยิ่งเห็นอะไรๆมากขึ้นทุกครั้ง

ในภาคแรกฉากประทับใจของฉันและคงจะของหลายๆคนด้วย คงเป็นฉากฆาตรกรรม ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของเหยิน ได้เห็นว่าดวงตาคู่หนึ่งสามารถแสดงความรู้สึกแทนคำพูดได้นับพัน (สำหรับฉัน ได้ดูเหลียงเฉาเหว่ยในฉากนี้ฉากเดียว ก็ถือว่าคุ้มค่าตั๋วแล้ว) ยังชอบตอนที่ หมิง โทรกลับเพื่อติดต่อสายของสารวัตรหวง ดนตรีประกอบของทั้งสองฉากนี้ได้อารมณ์มาก และยังได้อึ้งตอนที่เหยินตรวจผงขาวด้วย อีกตอนที่ชอบคือตอนที่ แซม (เจิ้งจื่อเหว่ย) วิ่งหนีตำรวจในลานจอดรถ ไม่รู้มีใครรู้สึกเหมือนฉันไหม มันดูเป็นการวิ่งแบบ....หนีตาย มาก

 

ใครเป็นแฟนหนังฮ่องกง(ไม่ว่ารุ่นไหน) คงไม่พลาดหนังเรื่องนี้

<<Back to Home>>

ข้อมูลเพิ่มเติม
วีซีดีที่ผลิตในประเทศ ภาคหนึ่งนอกจากจะมีตอนจบให้เลือกสองแบบแล้ว ยังมีเบื้องหลังการถ่ายทำ สัมภาษณ์ทีมงาน/นักแสดง และมิวสิควีดิโอเพลง โดย หลิวเต๋อหัว และ เหลียงเฉาเหว่ย นอกจากนี้ยังมีทางเลือกใหม่สำหรับผู้มีรายได้น้อย(แต่มีตังค์ซื้อเครื่องเล่นดีวีดี) จากค่าย EVS เป็นดีวีดีเรียกว่า DVD Easy ราคาเท่ากับวีซีดี ภาพคมชัด ระบบเสียงพอได้ (ไม่ใช่พอ...ได้..ยินนะ) และเลือกฉากได้ แต่ไม่มี sub title เป็นเสียงพากย์ไทยธรรมดา สำหรับภาค 3 ซื้อดีวีดีจะมีมิวสิควีดิโอแถมท้ายเรื่องด้วย ซึ่งในชุดของวีซีดีไม่มีให้ ทีมพากย์ของภาค 1(อินทรีย์) คนละทีมกับภาค 3 (พันธมิตร)

I-Like Asian Dramas & Movies Webpage
http://i-like2004.tripod.com
Copyright 2004